หลวงพระบาง ประเทศลาว
  หน้าแรก > นครหลวงเวียงจันทน์
Thai Thai English English
Bookmark and Share
หน้าแรก
ภูมิศาสตร์ประเทศลาว
อาณาจักรล้านช้าง
หลวงพระบางวันนี้
แผนที่หลวงพระบาง
การเดินทาง
รถส่วนตัว
แหล่งท่องเที่ยว
อาหารลาว
พักผ่อนหย่อนใจ
เรียนภาษาลาว
เว็บบอร์ดเรารักหลวงพระบาง
 
Booking Hotels in Laos
 
 
พยากรณ์อากาศ...วันนี้
หลวงพระบาง, ประเทศลาว
 
อุณหภูมิ & เวลาท้องถิ่น
Click for Luang-Prabang, Lao Peoples Republic Forecast
หลวงพระบาง
 
คู่มือเที่ยวลาว
การทำหนังสือเดินทาง
ค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าลาว
Do's & Don't in Laos
คู่มือสำหรับนักลงทุนในลาว
ขับรถส่วนตัวเที่ยวลาว
เช็ครถก่อนเดินทางไกล
กฏจราจรและป้ายสัญญาณ
สนามบินเวียงจันทน์
สนามบินหลวงพระบาง
สนามบินปากเซ
ฮีต 12 ครอง 14 ของคนลาว
การตักบาตรในหลวงพระบาง
 
Antique House Restaurant, Luang Prabang
 
 

 

Custom Search
นครหลวงเวียงจันทน์

นครหลวงเวียงจันทน์ 

 

นครหลวงเวียงจันทน์, ประเทศลาว

 

พยากรณ์อากาศ...วันนี้ นครหลวงเวียงจันทน์, ประเทศลาว

Click for Vientiane, Lao Peoples Republic Forecast


 

นครหลวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบไปด้วยเมือง (อำเภอ) ทั้งหมด 6 เมือง คือ เมืองจันทะบุลี, เมืองสีสัดตะนาก, เมืองไซเสดถา, เมืองสีโคดตะบอง, เมือง เมืองหาดซายฟอง และตอนใต้ของเมืองไซทานี มีเนื้อที่ 3,920 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 692,900 คน (พ.ศ. 2547) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตรงข้ามกับอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคายของประเทศไทย เมืองหลวงรูปพระจันทร์เสี้ยวของลาวแห่งนี้ ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศเงียบสงบ ชาวเมืองทั่วไปดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่าย แตกต่างจากเมืองหลวงอื่นๆ ของเอเชียในหลายประเทศ ปัจจุบันการเดินทางมาท่องเที่ยวเวียงจันทน์นั้นแสนสะดวก เพียงข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จากชายแดนหนองคายข้ามลำน้ำโขงไป 1,240 เมตร และเดินทางต่ออีกประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึงนครหลวงเวียงจันทน์แล้ว หลังจากนั้นคุณสามารถเลือกใช้บริการรถสามล้อเครื่อง (รถจัมโบ้) เที่ยวรอบตัวเมืองได้ตามสะดวก สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะต่างจากบ้านเราคือ ปิดเวลาเที่ยงแล้วเปิดให้เข้าชมอีกทีตอนบ่ายโมง สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัดสามารถเลือกเดินทางแบบ 1 วันก็ได้ แต่หากมีเวลาสักหน่อยควรจะมีเวลาเดินทางสัก 2 วัน 1 คืน จะได้ไม่รีบเร่งจนเกินไป

เมื่อมาเยือนนครหลวงเวียงจันทน์แล้ว สถานที่แห่งแรกที่ไม่ควรพลาดคือ พระธาตุหลวง ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำชาติลาว มีความหมายต่อจิตใจชาวลาวอย่างใหญ่หลวง ถัดมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือบนถนนล้านช้างเป็นที่ตั้งของประตูชัยหรือรันเวย์แนวตั้ง ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสและความงามของพุทธศิลปะลาวได้อย่างลงตัว ส่วนวัดต่างๆ ในตัวเมืองก็มีความน่าสนใจเช่นกัน ตั้งแต่วัดสีเมือง สถานที่ตั้งของเสาหลักเมือง ที่ชาวลาวเดินทางไปสักการบูชาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน วัดสีสะเกด วัดที่เก่าแก่ที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์ หลังจากนั้นข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามจะถึงหอพระแก้ว ซึ่งอดีตเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากล้านนา ปิดท้ายด้วยการแวะชมวัดเชียงควน สวนพระพุทธรูปอันแปลกตา เป็นต้น

กิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวแนะนำ

 

พระธาตุหลวง

 

ประตูชัย

 

วัดสีเมือง

 

วัดสีสะเกด

 

หอพระแก้ว

 

หอคำ (ทำเนียบประธานประเทศ)

 

วัดองค์ตื้อมหาวิหาร

 

วัดเชียงควน

 

ศูนย์วัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย

 

อนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์ท่านไกสอน พรหมวิหาน

 

เขื่อนน้ำงึม 

 


 

พระธาตุหลวง

ที่ตั้ง: ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประตูชัย

เวลาเปิด-ปิด: 08.00 น. - 12.00 น. และ 13.00 น. - 17.00 น.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: เสียค่าธรรมเนียม 5,000 กีบ/คน

 

 

พระธาตุหลวง, เวียงจันทน์เมื่อมาเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกที่ไม่ควรพลาดชมคือ พระธาตุหลวง ที่เป็นทั้งสัญลักษณ์ประจำชาติและศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของลาว มีความหมายต่อจิตใจประชาชนชาวลาวอย่างใหญ่หลวง แทนความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของประเทศลาว ถัดจากประตูทางเข้าใหญ่มาประมาณ 100 เมตร จะเห็นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตั้งอยู่บนฐานสูง พระหัตถ์ทรงถือพระแสงดาบวางพาดไว้บนพระเพลา เล่ากันว่าพระแสงดาบเล่มนี้จะทำหน้าที่ปกป้องพระธาตุหลวง ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวลาวทุกคนพระธาตุหลวงสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุดในอาณาจักรล้านช้างมาตั้งแต่สมัยของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระธาตุหลวงองค์นี้มีรูปทรงไม่เหมือนกับพระธาตุองค์อื่นๆ เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร ลักษณะรูปทรงของพระธาตุหลวงน่าจะได้รับการถ่ายทอดความเชื่อมาจากคติจักรวาลที่มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง เริ่มจากภายนอกตั้งแต่ระเบียงและทางเข้าทั้ง 4 ทิศ เสมือนเป็นเทือกเขาน้อยใหญ่ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ส่วนฐานที่ลดหลั่นกัน 3 ชั้นขององค์พระธาตุหมายถึงโลก 3 ภูมิ คือ มนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก เหนือฐานชั้นที่ 3 เป็นองค์ระฆังเตี้ยคล้ายสถูปทรงฟองน้ำในผังทรงเหลี่ยมเล่าสืบต่อกันมาว่า พระธาตุหลวงสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพุทธศักราชที่ 236 พระภิกษุลาวจำนวน 5 รูปเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย และได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามายังนครเวียงจันทน์ด้วย ต่อมาได้กราบทูลเชิญพระยาจันทะบุรีประสิดสัก เจ้าครองนครเวียงจันทน์ในขณะนั้นให้สร้างพระธาตุหลวงขึ้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเพื่อให้ชาวลาวที่เลื่อมใสกราบไว้เคารพบูชา กล่าวกันว่า พระธาตุองค์เดิมนั้นสร้างด้วยหินเป็นทรงโอคว่ำ มีการก่อสร้างกำแพงล้อมรอบไว้เอาไว้ทั้งสี่ด้าน แต่ละด้านมีความกว้าง 10 เมตร หนา 4 เมตร และสูง 9 เมตร เชื่อกันว่าพระธาตุที่เห็นในปัจจุบันนี้สร้างครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ ซึ่งต่อมาสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้างจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์ ตามดำริของพระราชบิดาคือ พระเจ้าโพธิสาระราช จากนั้นจึงทรงมีบัญชาให้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครองพระธาตุองค์เดิมไว้ ณ.บริเวณที่เคยเป็นเทวสถานเก่าของขอมโดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2109 และหลังจากสร้างพระธาตุหลวงเสร็จ ได้โปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นล้อมรอบพระธาตุไว้ทั้งสี่ทิศด้วย แต่ในปัจจุบันเหลืออยู่แค่เพียงสองแห่งด้วยกันคือ วัดพระธาตุหลวงเหนือและพระธาตุหลวงใต้ ปัจจุบันพระธาตุหลวงมีลักษณะคล้ายป้อมปราการ ด้วยระเบียงสูงใหญ่ที่โอบล้อมองค์พระธาตุไว้พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆ เอาไว้โดยรอบ ประตูทางเข้านั้นเป็นประตูไม้บานใหญ่ลงรักสีแดงไว้ทั้งหมด รอบๆ องค์พระธาตุใหญ่มีเจดีย์บริวารล้อมรอบอยู่โดยรอบอีกหลายองค์ เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาแห่งนี้ปรากฏอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลักพญานาค พระพุทธรูปปิดทอง ลายกลีบบัวประดับอยู่บนฐานปักษ์ ถัดมาบริเวณทางเข้าด้านหลังขององค์พระธาตุมีศิลาจารึก เกี่ยวกับประวัติของพระธาตุหลวง

 

 

 

 

 

ประตูชัย

ที่ตั้ง: ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ บนถนนล้านช้าง

เวลาเปิด-ปิด: 08.00 น. - 12.00 น. และ 13.00 น. - 17.00 น.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: เสียค่าธรรมเนียม 3,000 กีบ/คน ในการขึ้นชมวิว

 

จากถนนล้านช้างมุ่งหน้ามาทางวงเวียนใหญ่ จะเห็นประตูชัยตั้งเด่นตระหง่านอยู่ตรงกึ่งกลาง ประตูชัยออกแบบโดย ท่านทำไซยะสิด เสนา ผู้บัญชาการกรมยุทธสรรพาวุธ ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 63 ล้านกีบ และสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัยแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รันเวย์แนวตั้ง” เพราะการก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้ใช้ปูนซิเมนต์ที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครหลวงเวียงจันทน์ในระหว่างสงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะอเมริกาพ่ายแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อน จึงนำปูนซิเมนต์มาสร้างประตูชัยแทนลักษณะทางสถาปัตยกรรมของประตูชัยได้รับอิทธิพลมาจากประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมในสมัยนั้นแต่ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของประตูชัยก็ยังคงเอกลักษณ์ในแบบของชาวลาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพุทธศิลปลาว ภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะ แบบปูนปั้นใต้ซุ้มโค้งของประตูชัย บริเวณทางเข้าภายในมีบันได 147 ขั้น ให้เดินขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของเมืองเวียงจันทน์ได้รอบตัวเมือง ในปัจจุบันตอนช่วงเย็นๆ ของทุกวัน บริเวณสวนสาธารณะโดยรอบ จะเห็นชาวนครหลวงหลากหลายวัย ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่สำหรับออกกำลังกาย และพักผ่อนตามอัธยาศัย 

 

 

  

 

 

วัดสีเมือง

ที่ตั้ง: บนถนนเชษฐาธิราช ทางทิศตะวันออกของสถานทูตฝรั่งเศส

ปี่ที่สร้าง: พ.ศ.2106

รัชสมัย: สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช

เวลาเปิด-ปิด: 08.00 น. – 12.00 น. และ 13.00 น. – 17.00 น.

 

วัดสีเมือง, นครหลวงเวียงจันทน์วัดสีเมืองเป็นวัดหนึ่งในนครหลวงเวียงจันทน์ ที่ในแต่ละวันมีประชาชนชาวลาวเดินทางไปสักการบูชากันเป็นจำนวนมาก ภายในวัดเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองประจำนครเวียงจันทน์ หลังจากเสนาอำมาตย์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ลงความเห็นให้สร้างวัดสีเมืองในปี พ.ศ.2106 ก็ได้มีการขุดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อทำพิธีตั้งเสาหลักเมือง มีเรื่องเล่าว่าในวันทำพิธี ทางการได้นำเสาหลักเมืองไปแขวนเอาไว้เหนือหลุม รอให้มีคนกะโดดลงไปและผู้ที่สมัครใจก็คือหญิงมีครรภ์ผู้หนึ่ง จากนั้นจึงตัดเชือกปล่อยเสาลงไปทับหญิงผู้นั้นให้ตกตายไป หลังจากนั้นจึงทำการสร้างสิมครอบเสาหลักเมืองเอาไว้ ต่อมาถูกกองทัพสยามทำลายลงในปี พ.ศ.2458 ภายในวัดมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมาย และมีอยู่องค์หนึ่งที่เก่าแก่ที่สุด น่าจะสร้างขึ้นก่อนปีพ.ศ.2371 พระพุทธรูปองค์นี้ชำรุดไปบางส่วน ชาวลาวเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ใครไปบนบานศาลกล่าวสิ่งใดเป็นต้องได้สมใจ ด้านหน้าฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าจึงมีร้านจำหน่ายดอกไม้ ธูป เทียน และร้านจำหน่ายผลไม้ให้บริการ ทางทิศตะวันออกของวัดสีเมืองมีสวนสาธารณะเล็กๆ มีพระบรมรูปของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ตั้งอยู่บนแท่นสูงกลางสวนสาธารณะ พระหัตถ์ทรงถือสมุดใบลานที่จารึกประมวลกฎหมายฉบับแรกของลาวเอาไว้ พระบรมรูปเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์นี้เป็นของขวัญที่ทางสหภาพโซเวียต มอบมาให้ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากนั้นแผ่นป้ายโลหะจารึกพระนามถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์รื้อทิ้งออกไปภายหลังได้รับชัยชนะในสงครามปลดปล่อยเมื่อปี พ.ศ.2518

 

 

 

 

 

 

วัดสีสะเกด

ที่ตั้ง: หัวมุมถนนล้านช้าง ตัดกับถนนเชษฐาธิราช (ตรงข้ามหอพระแก้ว)

ปีที่สร้าง: พ.ศ.2361

รัชสมัย: เจ้าอนุวงศ์

เวลาเปิด-ปิด: 08.00 น. – 12.00 น. และ 13.00 น. – 16.00 น.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: เสียค่าธรรมเนียม 5,000 กีบ/คน

หมายเหตุ: ห้ามถ่ายภาพด้านในสิม (อุโบสถ)

 

วัดสีสะเกด, เวียงจันทน์วัดสีสะเกดเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในนครหลวงเวียงจันทน์ที่ไม่ควรพลาดชม เมื่อแรกสร้างมีชื่อว่า “วัดสตสหัสสาราม” ซึ่งมีความหมายว่า “วัดแสน” แต่เหตุที่ประชาชนเรียกว่าชื่อวัดนี้ว่า วัดสีสะเกด (ศรีษะเกศ) เนื่องจากวัดแห่งนี้หันหน้ามาทางพระราชวังหรือทิศหัวนอนของเจ้าอนุวงศ์ เพื่อที่ว่าเมื่อท่านทรงตืนบรรทมหรือเข้าบรรทมก็สามารถไหว้พระในวัดสีสะเกดได้ทั้งตอนเช้าและค่ำ เจ้าอนุวงศ์ได้สร้างวัดแห่งนี้ในบริเวณวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับพระราชวัง ลักษณะการจัดวางแผนผังแตกต่างไปจากวัดอื่นๆ ในนครหลวงเวียงจันทน์ คือระเบียงที่ล้อมรอบพระอุโบสถเป็นการแบ่งเขตพุทธาวาสออกจากเขตสังฆวาสอย่างชัดเจน และเนื่องจากในสมัยนั้นลาวตกเป็นเมืองขึ้นของไทย เจ้าอนุวงศ์จึงออกแบบวัดตามอย่างศิลปะไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กองทัพสยามไม่ทำลายวัดแห่งนี้ลงหลังจากยกทัพเข้าตีนครเวียงจันทน์ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2317 จึงนับได้ว่าวัดสีสะเกดอาจเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในนครเวียงจันทน์ เพราะวัดอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดล้วนเป็นวัดที่ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่หลังจากนครเวียงจันทน์แตกในครั้งนั้นทั้งสิ้น ทางเข้าพระอุโบสถบริเวณประตูด้านขวามีศิลาจารึกสร้างด้วยหินทรายเนื้อละเอียด บรรยายถึงประวัติการสร้างการจัดวาง และการสมโภชเฉลิมฉลองของวัดสีสะเกดแห่งนี้ ถัดมาบริเวณผนังด้านในของระเบียงที่ล้อมรอบพระอุโบสถเอาไว้นั้น มีการทำช่องกุดเล็กๆ ลักษณะเป็นซุ้มโค้งแหลมจำนวนมากสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเงินและพระพุทธรูปดินเผามากกว่า 6,800 องค์ ส่วนใหญ่เป็นพระที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-19 ที่นครเวียงจันทน์ นอกจากนี้ผนังภายในพระอุโบสถมีรูปแต้มระบายสีเก่าแก่ที่สุดในนครเวียงจันทน์ และมีช่องกุดเล็กๆ ด้านบนสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเช่นเดียวกับระเบียงด้านนอกสำหรับระเบียงด้านตะวันตกเป็นสถานที่เก็บรวบรวมเศษชิ้นส่วนของพระพุทธรูปที่ถูกกองทัพสยามทำลายลงในสงครามเมื่อปี พ.ศ.2317 ด้านหลังของพระอุโบสถมีรางไม้รูปทรงคล้ายพระยานาคใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในเทศกาลปีใหม่ลาว (สงกรานต์) ส่วนทางด้านซ้ายมือเป็นหอไตรสร้างตามแบบอย่างศิลปะพม่า สำหรับคัมภีร์พระไตรปิฎกทางพุทธศาสนาต่างๆ ถูกกองทัพสยามอัญเชิญมาไว้ยังกรุงเทพฯ

 

 

 

 

หอพระแก้ว

ที่ตั้ง: ตรงข้ามกับวัดสีสะเกด ติดทำเนียบประธานประเทศ

ปีที่สร้าง: พ.ศ.2108

รัชสมัย: สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช

เวลาเปิด-ปิด: 08.00 น. – 12.00 น. และ 13.00 น. – 16.00 น.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: เสียค่าธรรมเนียม 5,000 กีบ/คน

 

จากวัดสีสะเกดสามารถข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามเพื่อมาชมหอพระแก้ว แต่เดิมหอพระแก้วเคยเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ลาว สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากล้านนา และเมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชย์บัลลังก์ล้านช้าง หลังจากที่พระราชบิดาคือพระโพธิสาระราชเจ้าสิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกกับสยามประเทศเมื่อปี พ.ศ.2322 นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามบุกเข้าปล้นสะดมช่วงชิงเอาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไปพร้อมทั้งกวาดต้อนพระราชวงศ์ลาวกลับไปยังกรุงเทพฯ มากมาย แม้กองทัพลาวจะได้บูรณะวัดวาอารามเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ แต่วัดเหล่านี้ก็เป็นอันต้องถูกกองทัพสยามเหยียบย่ำทำลายลงอีกครั้งในปี พ.ศ.2371 หอพระแก้วที่เห็นอยู่ในปัจจุบันได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่เกือบทั้งหมดในระหว่างปี พ.ศ.2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลก่อสร้างของเจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศลาว หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามปลดปล่อยอีกด้วย นอกจากนี้สมัยอาณานิคมบริเวณรอบๆ วัดสีสะเกดและหอพระแก้ว เคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศสมาก่อน แม้ในปัจจุบันหอพระแก้วจะไม่ใช่วัดอีกต่อไปแล้ว ได้เปลี่ยนสภาพเป็นหอพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บรวบรวมพระพุทธรูปและโบราณวัตถุต่างๆ มากมายแต่นักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะชาวไทย) ก็ยังเดินทางมาสักการบูชากันเป็นจำนวนมาก ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นจัดแสดงพระแท่นราชบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฎกภาษาขอมและกลองสำริดประจำพระราชวงศ์ลาว สำหรับประตูใหญ่ทั้งสองประตูเป็นของเก่าแก่ที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็น ก่อนกลับไม่ควรพลาดชมไหขนาดกลางจากทุ่งไหหินในแขวงเซียงขวางตั้งอยู่ 1 ใบภายในศาลาหลังเล็กด้านหน้าของหอพระแก้ว

 

 

 

 

 

หอคำ (ทำเนียบประธานประเทศ)

ที่ตั้ง: ถนนเชษฐาธิราช ทางทิศตะวันออกอยู่ติดกับหอพระแก้ว

 

หอคำ, เวียงจันทน์แต่เดิมนั้นสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นจวนข้าหลวงฝรั่งเศสสำหรับปกครองอาณานิคมลาวที่ยึดมาได้ในปี พ.ศ.2436 ในอดีตที่ผ่านมาหอคำยังเคยเป็นประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้าศรีสว่างวัฒนา เมื่อครั้งเสด็จจากหลวงพระบางมาเยือนนครเวียงจันทน์ ปัจจุบันทางรัฐบาลลาวใช้เป็นที่รับรองอาคันตุกะต่างประเทศ ปัจจุบันท่านประธานประเทศไม่ได้พำนักอยู่ที่นี่แล้ว ทางรัฐบาลลาวไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมภายในทำเนียบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดองค์ตื้อมหาวิหาร

ที่ตั้ง: ถนนเชษฐาธิราช

ปีที่สร้าง: พ.ศ.2109

รัชสมัย: สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช

เวลาเปิด: 08.00 น. – 12.00 น. และ 13.00 น. – 16.00 น.

 

วัดองค์ตื้อมหาวิหาร, เวียงจันทน์จุดเด่นน่าชมของวัดนี้อยู่ที่ พระองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่รุ่นแรกๆ ของนครเวียงจันทน์ สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเสด็จกลับจากเชียงใหม่ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ชาวลาว ในสมัยที่พม่ากำลังแผ่อำนาจเข้ามามากขึ้นทุกทีสำหรับตัวอุโบสถ คงได้รับการบูรณะมาหลายครั้งเพราะยังอยู่ในสภาพดี หลังคาที่แอ่นโค้งลงมาอาจจะสืบทอดมาจากสถาปัตยกรรมแบบหลวงพระบาง ตกแต่งด้วย โหง่ และช่อฟ้า หน้าบันแกะสลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ถัดมาที่บานประตูสร้างถวายโดยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา แกะสลักโดยช่างหลวงพระบาง ที่ชื่อ เพียตัน ผู้แกะสลักบานประตูโรงเก็บราชรถที่วัดเชียงทองนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดเชียงควน

ที่ตั้ง: อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากตัวนครหลวงเวียงจันทน์ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร

บนถนนท่าเดื่อ และอยู่ห่างจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร

ปีที่สร้าง: พ.ศ.2501

เวลาเปิด: 08.00 น. – 17.00 น.

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชม: เสียค่าธรรมเนียม 5,000 กีบ/คน

 

วัดเชียงควน, นครหลวงเวียงจันทน์หากนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย แต่ก็ควรหาโอกาสไปเที่ยวในเขตชานเมืองดูบ้าง บนถนนท่าเดื่อห่างจากตัวเมืองมาทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 25 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของวัดเชียงควน ภายในมีสวนพระพุทธรูปในศาสนาพุทธและเทวรูปในศาสนาฮินดู รูปลักษณะสวยงามแปลกตา หากมาเยือนนครหลวงเวียงจันทน์แล้ว ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง นาย บุญเหลือ สุริทัต ได้สร้างสวนพระแห่งนี้ขึ้น โดยนำหลักคำสอนของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูมารวมเข้าไว้ด้วยกัน จนเป็นที่ศรัทธาและเลื่อมใสของชาวลาวและชาวไทยทางภาคอีสาน ภายในสวนพระที่วัดเชียงควนแห่งนี้มี พระวิษณุ พระศิวะ พระพุทธรูป และรูปปั้นแปลกๆ อีกมากมาย เมื่อรวมเข้ากับอาคารทรงฟักทองขนาดใหญ่ยิ่งทำให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น อาคารฟักทองประกอบด้วย 3 ชั้น แทนสวรรค์ โลกมนุษย์ และนรก ชั้นบนสุดมีบันไดเวียนเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวสามารถมองเห็นทิวทัศน์บริเวณวัดเชียงควน สวนสวย และทิวทัศน์บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำโขง ได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันวัดเชียงควนแห่งนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

 

 

 

 

 

 

 

ศูนย์วัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย

ที่ตั้ง: ริมถนนสายท่าเดื่อทางไปนครหลวงเวียงจันทน์ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 18

ปีที่สร้าง: พ.ศ.2537

เวลาเปิด: 08.00 น. – 17.00 น.

 

ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้บริหารงานโดยองค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศลาว ภายในจำลองบ้านเรือนของชาวลาวลุ่ม ลาวเทิง ลาวสูง มีลานสำหรับใช้แสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวลาว นอกจากนั้นยังมีสวนสัตว์ขาดเล็กและสวนกะปอมหลวง (ไดโนเสาร์จำลอง) ขนาดเท่าตัวจริงไว้ให้ได้ชมอีกด้วย บริเวณด้านหลังของศูนย์วัฒนธรรมอยู่ติดแม่น้ำโขง มีร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม ชาวลาวนิยมพาครอบครัวทางนั่งรับประทานอาหารและพักผ่อนกันด้านหลังศูนย์วัฒนธรรมที่ติดกับแม่น้ำโขงนี้เป็นจำนวนมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์ท่านไกสอน พรหมวิหาน

ที่ตั้ง: ถนนโพนเค็ง ตัดตรงไปบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 6

เวลาเปิด: 09.00 น. – 16.00 น.

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2538 ส่วนแรกจัดแสดงนิทรรศการไว้รอบรูปปูนปั้นครึ่งตัวของท่านไกสอน ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปปั้น 150 รูป ที่รัฐบาลเกาหลีเหนือมอบให้ เนื้อหาภายในนิทรรศการนั้นกล่าวถึงชีวิตในวัยเยาว์ของท่านในแขวงสะหวันนะเขต บทบาทในการปฏิวัติ บทบาทในขณะดำรงตำแหน่งประธานประเทศ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2513 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในวันปี พ.ศ. 2535 จุดเด่นที่น่าสนใจของการเยี่ยมชมจะอยู่ที่บ้านพักส่วนตัวเล็กๆ ของท่าน ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกภายในเขตพิพิธภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายย่านชานเมืองในอเมริกาหลังสงคราม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขื่อนน้ำงึม

ที่ตั้ง: อยู่ห่างจากตัวเมืองนครหลวงเวียงจันทน์ ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2515

 

เขื่อนน้ำงึมมีลักษณะเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ คอยกักเก็บน้ำจากลำน้ำงึมเอาไว้ เขื่อนแห่งนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าด้ในปริมาณที่มากพอสำหรับใช้ในนครหลวงเวียงจันทน์ และยังมีเหลือพอส่งออกมาขายทางฝั่งไทย การสร้างเขื่อนน้ำงึมต้องเสียพื้นที่ป่าไปประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร ภายในเขื่อนมีเกาะเล็กเกาะน้อยกระจัดกระจายอยู่หลายร้อยเกาะ เหมือนอ่างเก็บน้ำทั่วๆ ไป และที่ท่าเรือบ้านนาคะนูนจะมีเรือของชาวบ้านให้เช่าออกไปเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ ชื่นชมธรรมชาติทิวทัศน์อันงดงามภายในอ่างเก็บน้ำ ก่อนกลับสามารถแวะกินปลาสดๆ จากในเขื่อนตามร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ทั้งปลาเผา ลาบปลา และต้มส้มปลา รับรองอร่อยถูกใจในราคาที่ไม่แพง

 

 

 

 

 

 

 

 

หลวงพระบาง
 
Luangprabang fans page 
Lao Advisor Co.,Ltd., Luang Prabang Lao PDR.